เรื่องเล่า
เพื่อผืนสีแดงผืนหนึ่ง การอ้อมขึ้นเขาก็คุ้มค่า

รถไต่วนขึ้นสู่อ้าวว่านต้า ความสูงไต่ขึ้นทีละนิ้ว หูอื้อครั้งหนึ่งแล้วก็โล่ง อากาศที่ลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเย็นขึ้นเรื่อย ๆ พัดกลิ่นดินชื้นและกลิ่นยางสนสะอาดบางอย่าง สีเขียวที่เต็มหน้าต่างเริ่มมีสีแดงแทรก ยิ่งขึ้นไปสีแดงก็ยิ่งมากขึ้น ราวกับมีใครเติมสีลงไปทีละพู่กันตามถนนภูเขา
ที่นี่คือเขตป่าสันทนาการแห่งชาติอ้าวว่านต้าในอำเภอเหรินอ้าย หนานโถว ไต้หวันอยู่ในเขตกึ่งร้อน การชมใบไม้แดงไม่เคยเป็นเรื่องของเกาะนี้ แต่อ้าวว่านต้ามีป่าไม้สวีตกัมพื้นเมืองผืนสมบูรณ์ที่หาได้ยาก ดันจินตนาการ การล่าใบไม้แดง แบบเขตอบอุ่นลงในหุบเขาระดับความสูงปานกลาง ดังนั้นตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมกราคม บนเกาะกึ่งร้อนแห่งนี้ จึงมีฤดูใบไม้ร่วงเขตอบอุ่นผืนหนึ่งที่ตั้งใจเปลี่ยนเป็นสีแดง
สีแดงจริง ๆ ไม่ได้อยู่ตอนเที่ยง แต่อยู่ตอนฟ้าเพิ่งสาง หรือฝนเพิ่งหยุด แสงส่องเฉียงเข้าป่าเมเปิล สีแดงเข้มขึ้นจนเกือบไม่เหมือนสีส้ม ใบไม้ร่วงเหยียบลงไปนุ่มชื้น ยุบลงแบบทื่อ ๆ ไม่มีเสียงกรอบแกรบแบบทางเหนือ บนสะพานแขวน ชายชราคนหนึ่งสะพายกล้องยืนอยู่กลางสะพานนานมาก ไม่ได้ถ่าย เพียงมอง มองตามสายตาเขาไป ผืนสีแดงทั้งผืนแผ่อยู่เงียบ ๆ เหนือหุบลำธารเบื้องล่าง
นอกจากใบไม้แดง อุทยานนี้ตั้งอยู่บนผืนป่าใบกว้างระดับกลางและนกกว่าร้อยชนิด เสียงลำธารดังต่ำอยู่ก้นหุบ เสียงนกร่วงลงมาจากต้นไม้ที่มองไม่เห็น ตัดผ่านอากาศเย็นอย่างใส อากาศยามเช้าเย็นสะอาด สูดลึก ๆ อกก็เย็น สมองก็แจ่มใสขึ้นหลายส่วน ฝีเท้าช้าลงโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะไม่อยากเดินจบเส้นทางนี้เร็วเกินไป
ลมพัดมาเป็นพัก ๆ ใบเมเปิลก็ร่วงเป็นพัก ๆ ตกบนบ่า ตกบนฝ่ามือที่แบออก หยุดครู่หนึ่งก่อนลมระลอกถัดไปจะพามันไป หยิบใบหนึ่งขึ้นมามอง เส้นใบเหมือนมือเล็ก ๆ ที่แบออก ขอบใบแห้งจนกรอบแล้ว ทั้งป่าเขาเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัดเจน ความเงียบที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีในเมือง
ไม่ต้องรีบ ข้อดีของที่นี่คือมันไม่อยู่ในเส้นทางหลัก เป็นจุดแวะที่คุณยินดีจะอ้อมไปถึง สิ่งที่ผมจำได้ในที่สุด ไม่ใช่แค่ผืนสีแดงนั้น แต่คือความเงียบของทั้งป่าเขาในเช้าเดือนธันวาคม ผมคิดว่าเมื่อคุณอ้อมขึ้นถนนภูเขาสายนี้ สิ่งที่คุณพากลับไปในที่สุด ก็คงเป็นสิ่งนี้ ไม่ใช่ภาพใบเมเปิลแดง แต่คือความเงียบที่ห่างหายไปนาน ที่แม้แต่ลมหายใจก็ได้ยิน
เรื่องเล่า