ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เรื่องเล่า

ไม้หนักหลายตัน เลี้ยวหัวมุมด้วยความเร็วเต็มที่

เทศกาลรถแห่คิชิวาดะ

สิ่งที่มาถึงก่อนเสมอคือเสียง เสียงล้อครูดยางมะตอยทุ้มต่ำ เสียงคำรามจากคอหลายร้อยในจังหวะเดียว กลิ้งมาจากปลายถนนอีกด้านจนอกชา แล้วดันจิริจึงพุ่งออกจากหัวมุม ไม้หนักหลายตันสลักรูปขุนศึกและสัตว์เทพ คนหลายร้อยฉุดเชือกหนาวิ่งสุดกำลัง บนหลังคามีชายคนหนึ่ง ไดกุงาตะ กางแขนกระโดดตามที่รถเลี้ยว ราวกับสาธิตให้ทั้งถนนเห็นว่าความบ้าระห่ำหน้าตาเป็นอย่างไร กันยายนที่คิชิวาดะร้อนและสว่างจ้า อากาศคละเหงื่อ ขี้เลื่อย และอะดรีนาลีนที่กำลังลุกเป็นไฟ

ดันจิริทั้งคันทำจากไม้ ไม่มีตะปูที่ตอกจากภายนอกสักตัว ทุกอย่างยึดด้วยการเข้าเดือยที่สืบทอดมาหลายชั่วคน ลำพังงานแกะสลักก็กินเวลาช่างหลายปี ไม้ที่ถูกมือนับไม่ถ้วนลูบมาหลายสิบปีสึกจนเป็นเงานวล เข้าไปใกล้ยังได้กลิ่นไม้เก่ากับน้ำมันตังอิ๊ว ช่วงที่อันตรายที่สุดเรียกว่ายาริมาวาชิ พอถึงหัวมุมรถไม่ชะลอ คนฉุดเชือกหน้าหลังออกแรงเหลื่อมกัน บังคับไม้หนักหลายตันให้เลี้ยวเก้าสิบองศาด้วยความเร็วเต็มที่ เลี้ยวสวยทั้งถนนก็โห่ เลี้ยวพลาดมุมรถก็ชนกำแพงบ้าน ทุกปีมีคนเจ็บ

ยืนริมถนน แรกเห็นก็เหมือนแค่อวดกล้า แต่ดูนานเข้าก็กระจ่าง คนฉุดเชือก คนบนหลังคา คนสั่งการที่ปากตรอก หลายร้อยคนต้องไว้ใจกันสุดใจในเสี้ยววินาทีนั้น พลาดคนเดียวก็พังหมด นี่ไม่เคยเป็นการแสดงให้คนนอกดู แต่เป็นเรื่องของย่านนี้เอง ถนนไหนลากรถคันไหน ถูกกำหนดมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวด คนคนหนึ่งติดตามมันตั้งแต่เด็กจนแก่ ตำแหน่งค่อย ๆ ขยับขึ้นไปตามอายุ ปีแล้วปีเล่า

ที่หัวมุมมีลุงคนหนึ่งยืนอยู่ ไม่ได้ฉุดเชือก เพียงพิงประตูบ้านตัวเองถือชาถ้วยหนึ่ง พยักหน้าเบา ๆ ทุกครั้งที่รถพุ่งผ่าน ราวกับจำพวกมันได้ ภายหลังได้ยินจากคนข้าง ๆ ว่าสมัยหนุ่มเขาคือคนที่กระโดดบนหลังคานั่นเอง ทำอยู่ยี่สิบปี ตอนนี้ขาไม่ไหวแล้ว แต่ทุกกันยายนยังยืนที่หน้าประตูเดิม มองคนอื่นกระโดดแทน ไอชาในมือลอยขึ้นเป็นเส้น ปนกับขี้เลื่อยและกลิ่นเหงื่อทั้งถนน

พอฟ้ามืดรถแขวนโคม ความเร็วผ่อนลง ทั้งถนนเปลี่ยนจากการทุ่มสุดแรงเป็นทะเลแสงอุ่นที่โยกไหว เสียงไม้เอี๊ยดอ๊าดกับเสียงกลองไกล ๆ ซ้อนกันทุ้ม ๆ อากาศเย็นลงนิด ความร้อนแห้งของกลางวันจางเป็นความเหนื่อยทื่อ ๆ ปนกลิ่นน้ำมันตะเกียงกับความหวานของของย่าง เป็นช่วงหายใจที่การวิ่งสุดตัวนี้ได้พักหายากเต็มที แม้แต่คนฉุดเชือกก็ยิ้ม ไหล่ยังมีไอร้อนระเหยขึ้น

อยู่จนรถคันสุดท้ายกลับเข้าย่าน เชือกถูกปล่อย คนหลายร้อยจู่ ๆ ก็สลาย ถนนว่างเหลือเพียงรอยไหม้ของล้อที่ครูดบนยางมะตอย กับกลิ่นไม้และเหงื่อที่ยังไม่จางในลมค่ำ รถคันนั้นพาไปไม่ได้ แต่ชั่วขณะที่มันเลี้ยวหัวมุมด้วยความเร็วเต็มที่ เสียงไม้กรีดร้อง เชือกตึงเปรี๊ยะ ลมหายใจของคนหลายร้อยที่กลั้นพร้อมกัน ผมคิดว่าอีกหลายปีต่อมา ในชั่วขณะที่เงียบสงบสักครั้ง คุณก็จะได้ยินเสียงล้อครูดพื้นนั้นขึ้นมาอีก

เรื่องเล่า